แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพยาบาลด้วยใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพยาบาลด้วยใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

นาทีชีวิต พิชิตพิษงูเห่า

วันหนึ่งหลังจากหยุดพักผ่อนมาหลายวัน ฉันขึ้นปฏิบัติงานเวรบ่าย ซึ่งบางเวรก็ ยุ่งสุดๆเหมือนกัน ทั้งรับใหม่ รับย้ายและกลับบ้าน ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเป็นอย่างดีก่อนมาทำงาน  เวรบ่ายวันนั้น ฉันได้รับมอบหมายเป็นตำแหน่ง Member ซึ่งทุกคนก็ต่างทำหน้าที่ในงานที่ได้รับมอบหมายอย่างตั้งอกตั้งใจ  บรรยากาศค่อนข้างเงียบ จำนวนผู้ป่วยไม่มาก ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นเกิดขึ้น เวลาประมาณ 18.00 น. ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหัวหน้าเวรรับOK Admit ผู้ป่วยจาก OPD นอกเวลา 2 คน ทันทีที่วางโทรศัพท์ เสียงกริ๊งที่ 2 ก็ดังขึ้น ครั้งนี้รับย้ายผู้ป่วยหายใจเหนื่อยหอบจากตึกพิเศษ 1 คน และต่อมารับใหม่จาก ER 1คน บรรยากาศในWard คึกคักขึ้นทันที  พยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้ ต่างช่วยกันเคลื่อนย้ายเตียงผู้ป่วยเพื่อรับใหม่และรับย้าย อย่างค่อยข้างวุ่นวายแข่งกับเวลา เพื่อเตียงจะได้พร้อมรับเมื่อผู้ป่วยมาถึงตึก  โดยจัดเตรียมเตียง 9 ซึ่งอยู่ใกล้เคาน์เตอร์พยาบาลไว้รองรับผู้ป่วยถูกงูกัดเพื่อสามารถสังเกตอาการผู้ป่วยได้ใกล้ชิด

“รับใหม่จาก ER  ลงเตียงไหนครับ”  พนักงานเปลรายงานตัวเสียงดังฟังชัด  “เตียง 1 ค่ะ”  ฉันบอกพร้อมกับช่วยย้ายผู้ป่วยลงเตียง  “สวัสดีค่ะคุณป้า งูอะไรกัด เห็นตัวมันหรือเปล่าค่ะ”  ฉันซักประวัติและตรวจร่างกาย  “ฉันเห็นงูตัวสีดำ มันไวมากๆ ฉกที่เท้าซ้าย”  ผู้ป่วยหญิงชราอายุ 71 ปี บอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นตกใจ   ขณะพูดคุยซักถามอาการฉันเปิดผ้าก๊อสที่ปิดแผลออกดูเพื่อประเมินลักษณะบาดแผล  จากประสบการณ์ที่ทำงานมามากกว่า 10 ปี ทำให้ฉันสังเกตพบว่า รอยแผลที่ถูกงูกัดมันผิดปกติจากที่เคยพบมา ฉันคิดในใจ “มันอาจจะเกิดจากงูเห่า” เพราะลักษณะของรอยเขี้ยวที่ถูกกัด จุดสีดำและรอบๆแผลแดงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว  ในเวลาไม่กี่นาทีผู้ป่วยบ่นปวดมากและเริ่มกลืนลำบาก กระสับกระส่าย  เป่าPeak Flow < 200 ml  นายแพทย์ธนากรรายงานแพทย์Staff อายุรกรรม และสั่งให้ฉันออกมาจากเตียงโดยที่ไม่ได้บอกญาติและผู้ป่วยเพื่อไม่ให้วิตกกังวลมากขึ้น   ฉันมาปรึกษากันในทีมพยาบาล  หัวหน้าเวรเข้าไปประเมินซ้ำและลงความเห็นเหมือนฉัน   จึงรีบรายงานแพทย์เวรใน  นายแพทย์ธนากรหลังจากรับรายงานจากพยาบาล ก็ให้ความใส่ใจผู้ป่วยดีมาก รีบขึ้นตรวจอาการผู้ป่วยทันที   ช่วงนี้ผู้ป่วยรู้ตัวรู้เรื่องแต่หายใจเหนื่อยหอบมากขึ้น เริ่มมีหนังตาตก เตรียมผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ขณะใส่ท่อช่วยหายใจผู้ป่วยดิ้นไปมา  ใส่ยากมากจน Vocal Cord บวม เริ่มมีจุดเลือดออกตามเยื่อบุในคอ  สถานการณ์เริ่มตึงเครียด  พยาบาลหัวหน้าทีมปรึกษาแพทย์ขอให้พยาบาลวิสัญญีมาช่วยอีกแรง   เวลาไม่นานพยาบาลวิสัญญีก็มาถึง  พี่เตี๋ยวของเราเก่งมากๆและใจเย็นมาก ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน ทีมพยาบาลและแพทย์ร่วมมือกันแข็งขัน การใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จไปได้ด้วยดี และรีบย้ายผู้ป่วยลงตึก ICU1 ขณะที่จะย้ายผู้ป่วยลง ICU1 หัวหน้าทีมให้ผู้ช่วยเหลือคนไข้น้องศิริพร ไปรับยาด่วนCobra Antivenum จากห้องยา เพื่อที่จะได้เริ่มยาทันทีที่ถึงตึกICU1 ฉันรู้สึกว่าน้องศิริพรที่ปกติดูเหมือนคนไม่ค่อยมีแรง ในเวลานั้นช่างเดินได้รวดเร็วทันใจจริงๆ   เมื่อฉันไปส่งผู้ป่วยที่ ICU1 ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี   เจ้าหน้าที่น่ารักทุกคน หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านไป ฉันได้ติดตามสอบถามอาการผู้ป่วย ทราบว่าเธอปลอดภัย อาการดีขึ้นย้ายไปอยู่ห้องพิเศษได้  แต่ยังมีแผลที่เท้าที่ต้องได้รับการดูแลต่อไป
             จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันและทีมการพยาบาลรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราไม่มีเสียใจที่ได้เกิดมาในวิชาชีพพยาบาลได้มีโอกาสดูแลผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยและท้ายสุดต้องขอกล่าวชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ทีมสหสาขาวิชาชีพทุกสาขาที่ให้ความร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมแรง ร่วมแก้ไข และร่วมดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยจนสามารถรอดพ้นจากนาทีชีวิต สยบอันตรายจากพิษของงูเห่าตัวนี้ได้ ขอยืนหยัดสู้ๆๆคะ


                                                      บันทึกเรื่องเล่าโดย นางสาวอมาวสี  มั่นจิตร
                                                      พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หอผู้ป่วยอายุรกรรม 4
                                                                    บรรณาธิการเรื่องเล่าโดย  นางกาญจนา   สรรพคุณ  

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ขอบคุณจากใจ


ผมเป็นลูกจ้างประจำ  ตำแหน่งผู้ช่วยเหลือคนไข้  ประจำอยู่แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน  โรงพยาบาลพระพุทธบาท หน้าที่หลักของผม คือ ขับรถ EMS ไปรับผู้ป่วยที่บ้านและตามท้องถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ  บันทึกข้อมูลใน Computer  และทำงานตามที่หัวหน้าและพยาบาลมอบหมาย  ทำงานเป็นพลัดเช้า,บ่าย,ดึก,มีอาชีพเสริม  คือ  ขายรถยนต์มือสอง

วันหนึ่งหลายปีมาแล้วตอนนั้นผมทำงานเป็นคนงานอยู่แผนกอายุรกรรมชาย  วันนั้นจำได้ว่า เวลาประมาณ 9 โมงเช้า ผมกำลังเช็ดหน้าต่างอยู่ผมได้ยินเสียงผู้หญิง อายุประมาณ 60 ปี  นั่งคุยอยู่กับลูกชายอายุประมาณ 30 ปี
ผู้เป็นแม่พูดว่า”ลูกไปยืมเงินเถ้าแก่ เขาให้มาเท่าไร” 
ลูกชายตอบว่า “เถ้าแก่ให้มา  8,000  บาท  เขาบอกว่า เราเอาของเขามามากแล้ว”
ผู้เป็นแม่พูดเสียงเครือปนสะอื้นว่า “ถ้าหมดเงินก้อนนี้พ่อเอ็งยังไม่ฟื้นหรือดีขึ้นเราจะไปหาเงินที่ไหนอีก  เราคงต้องเอาพ่อกลับไปตายบ้าน  ”  ทั้งสองคนเงียบไปคู่หนึ่ง 
“แม่ก็...เถ้าแก่เขาให้มาแค่นี้”  ลูกชายพูดเสียงเครือ 
ผมทำงานอื่นต่อไปจนเสร็จไม่รู้ว่าสองแม่ลูกคุยอะไรกันต่อ  เกือบ 5 โมงเช้าผมทำงานเสร็จยังไม่ถึงเวลาเยี่ยมไข้  ผมเห็นผู้เป็นแม่นั่งอยู่คนเดียว  ผมก็เข้าไปหาแล้วพูดกับผู้เป็นแม่ว่า
”ยายบ้านอยู่ที่ไหนครับ” 
“บ้านยายอยู่บ้านดีลัง” ยายแกตอบ 
“แล้วลูกชายยายไปไหนแล้วล่ะ”
“กลับบ้านไปแล้วอาศัยรถเขามา เจ้าของรถเขากลับเลยต้องกลับ ยังไม่ได้เข้าไปดูพ่อเลย”ผมพูดกับยายว่า“ยายผมขอโทษนะ เมื่อสักครู่นี้ ผมได้ยินยายคุยกับลูกชายว่าไปกู้เงินเขามารักษาตาหรือ” 
ยายแกตอบ “จ๊ะ ได้มาแค่ 8,000 บาท”

ผมนึกในใจ สมัยนั้นเงิน 8,000 บาทก็มากพอสมควร ถ้ายายนำเงินมารักษาตาจนหมด จะเอาเงินที่ไหนไว้ซื้ออาหาร  ผมจึงพูดกับยายว่า “ยายเงินที่ไปกู้เขามา  ไม่ต้องจ่ายหมอเขาหมดหรอก จ่ายสักสองสามพันบาทก็พอ เพราะยายจ่ายเงินสดไปบ้างแล้ว” 
ยายแกมองหน้าผมแล้วพูดว่า  “แล้วหมอเขาจะรักษาตาให้หายหรือ”
ผมก็บอกยายไปว่า “รักษาซิยาย ถ้าคนไข้ไม่มีเงินทางโรงพยาบาลมีสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือ เดี๋ยวผมจะช่วยพูดกับหัวหน้าผม ให้ช่วยส่งไปหานักสังคมสงเคราะห์”  ผมนั่งคุยกับยายอยู่ครู่หนึ่งก็ขอตัวไปทำงาน  
 พอมีโอกาสผมก็เข้าไปหาหัวหน้าเล่าให้หัวหน้าฟังแล้วหัวหน้าก็เรียกยายเขาไปคุย  แล้วให้ผมพายายไปที่แผนกสังคมสงเคราะห์  ผมก็แนะนำให้ยายพูดไปบ้าง  พอถึงแผนกสังคมสงเคราะห์  แกก็พูดแบบที่ผมแนะนำไปจนหมด  พอนักสังคมสงเคราะห์ถามแกมาก ๆ ยายแกไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร  แกก็ตอบกับนักสังคมสงเคราะห์ว่า  ก็คนหนุ่ม ๆ ที่พายายมาเขาบอกให้ยายพูดแค่นี้  ผมถูกนักสังคมสงเคราะห์เรียกไปตำหนิว่า  เราเป็นเจ้าหน้าที่อย่าแนะนำผู้ป่วยและญาติแบบนี้อีก  ผมบอกกับ นักสังคมสงเคราะห์ว่า พี่ครับ ยายแกไม่มีจริง ๆ ครับ เงินที่จ่ายไป แกก็กู้มา   ผมได้ยินยายแกพูดว่าถ้าหมดเงินก้อนนี้แล้วจะเอาตาไปตายที่บ้าน  ผมสงสารแกครับ  นักสังคมสงเคราะห์พูดว่า เข้าใจล่ะ       ต่อมาตาแกก็ได้รักษาฟรีนอนรักษาตัวอยู่เกือบเดือนก็หายและได้กลับบ้าน 

        วันที่แกกลับบ้าน  ผมหยุด  ตอนนั้นผมพักอยู่กับพี่สาวหลังโรงพยาบาล  ยายพาตานั่งรถสามล้อ  ไปหาผมที่บ้านพี่สาว  ยายบอกกับตาว่า  ถ้าไม่ได้ผมแนะนำตาคงตายไปแล้ว  ทั้งตาและยายยกมือไหว้ผมให้พรยกใหญ่  ที่จริงแล้วผมไม่ได้ช่วยอะไรเขามากมายเลย  จริง ๆแล้วตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรเลยและก็ลืมไปแล้วด้วย  

        จนมาถึงเดือนมีนาคม  2553  ผมถึงได้รู้ว่ายายกับตาตอนนั้น  เขาคงมีความรู้สึกเหมือนผมตอนนี้  คือ  ตอนที่ลูกชายผมป่วยหนักมาก  ทั้งคุณหมอ  พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคน  ช่วยกันดูแลลูกผมเต็มที่ โดยเฉพาะหัวหน้า ER พี่ ๆเพื่อน ๆและน้อง ๆทุกคนใน ER หลาย ๆคนต่างช่วยติดต่อโรงพยาบาลในกรุงเทพให้ จนได้ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี  และพอจะกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระพุทธบาท  พี่ ๆ และทุกคนใน ER ก็ช่วยกันติดต่อคุณหมอ  หาเตียง ICU และรถพยาบาลให้ไปรับกลับโดยเร็วถึงได้กลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระพุทธบาท  จนหายและกลับบ้านได้
ผมและครอบครัวของผม  ขอขอบคุณโรงพยาบาลพระพุทธบาท  คุณหมอ พี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ชาว ER ทุกคนครับ

บันทึกเรื่องราวและประสบการณ์โดย 
                                            สมาน  รอดละม้าย
                ผู้ช่วยเหลือคนไข้  แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 
โรงพยาบาลพระพุทธบาท

ทำด้วยใจ หายเหนื่อย ...


ขึ้นเวรดึกวันนี้ รู้สึกเหนื่อยล้า ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำงาน  บอกกับตัวเองทุกวัน สิ่งที่ทำคือ หน้าที่  หน้าที่ และหน้าที่ แต่ก็ยังไม่เห็นหายเหนื่อย…รับเวรเสร็จ เดินดูคนไข้  ตั้งแต่เตียง 1 จนมาถึงห้องแยก 1 เป็น Case คนไข้ผู้ชายสูงอายุวาระสุดท้ายซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจและอัมพาต ไม่รู้สึกตัวนอนอยู่บนเตียงที่มีเครื่องพันธนาการยื้อและยืดชีวิตมากมาย  มียาเพิ่มความดันโลหิตให้ไว้ปริมาณขนาดสูงสุด มาถูกทางแล้ว เป็นคำพูดของคุณหมอที่เราคุ้นหู    เงยหน้ามองไปที่ Monitor EKG  หัวใจของคนไข้คงล้าเต็มที แม้จะมียาขนานเอกพอที่จะยืดเวลาออกไปได้อีก  ความทรงจำเก่า ๆ ผุดขึ้นมา  ภาพที่พ่อเคยนอนอยู่บนเตียง ไม่แตกต่างจากคนไข้รายนี้    สุดท้ายคนเราทุกคนก็ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ  ไม่สามารถที่จะฝืนธรรมชาติ   เข้ามาในห้องนี้ทีไร แล้วต้องเจอคนไข้วาระสุดท้าย รู้สึกหดหู่ชอบกล  ยิ่งตอนญาติร้องไห้ ใจคอไม่ดี  พาลจะร้องไห้ตามญาติไปอีกคน     คิดในใจ “ ตาคงไม่เสียวันนี้หรอกมั้ง ”

ฉันถอนหายใจแล้วพยายามสลัดความคิดเก่าๆ ออกไป เดินเข้าไปยืนข้างเตียงจับมือคนไข้ เรียก “ ตา เป็นอย่างไรบ้าง...เหนื่อยไหม อดทนหน่อยนะ กำหนดลมหายใจเข้าออก พระอยู่ในใจนะตา นึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  คุณงามความดี ที่เคยได้ทำ จะได้เป็นแสงสว่างนำทางไปในภพชาติที่ดี”  

       เวลาผ่านไปอีกหลายชั่วโมง มองดูนาฬิกา 04.40 น.  หลังทำกิจกรรมอื่นๆเสร็จ ลุกไปดูคนไข้อีกรอบ  ประเมินสัญญาณชีพ หัวใจเต้นช้าลงกว่าเดิม ความดันโลหิตวัดไม่ได้ ติดต่อประชาสัมพันธ์ให้ติดต่อญาติทางโทรศัพท์ ไม่นานเสียงโทรศัพท์สายนอกดังขึ้น

ฉันรีบรับโทรศัพท์ “ สวัสดีค่ะICU 1 ค่ะ ”
เสียงประชาสัมพันธ์งัวเงียเล็กน้อย “ติดต่อญาติได้แล้วค่ะ” 
หลังจากประชาสัมพันธ์วางสายลง ได้ยินเสียงจากปลายสาย พูดเสียงเครือว่า “คุณพ่อเสียชีวิตแล้วเหรอคะ”
ฉันจึงตอบว่า “ยังค่ะ โทรแจ้งญาติว่าตอนนี้ตาหัวใจเต้นช้าลง  ความดันโลหิตวัดไม่ได้  มีโอกาสเสียชีวิต  ญาติต้องการมาเยี่ยมตาหรือเปล่าค่ะ”
เสียงญาติรีบตอบกลับมา “ พยาบาลให้เข้าเยี่ยมได้จริงเหรอคะ ”
ฉันตอบกลับไปว่า “ได้ค่ะ”
จากน้ำเสียงของญาติแสดงออกถึงความรู้สึกดีใจ “ค่ะๆ แล้วจะรีบมา”

เพียงไม่ถึง 20 นาที เสียงกดกริ่งหน้าตึกก็ดังขึ้น ฉันเดินไปเปิดกระจกพบญาติประมาณ 3 คน  สิ่งที่สังเกตเห็น คือผู้หญิงวัยสูงอายุกับผู้หญิงวัยกลางคน  2 คนยืนประคองกันอยู่  ผู้หญิงสูงอายุท่าทางไม่ค่อยแข็งแรง  ตา 2 ข้าง ดูแดงช้ำ เหมือนพึ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก    
เมื่อญาติถึงเตียงคนไข้  ญาติถึงกลับปล่อยโฮ กอดคนไข้แน่นและพูดว่า   “ คิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ดูใจคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว” และร้องไห้กันเสียงระงมทั่วห้อง   ฉันเปิดโอกาสให้ญาติและคนไข้ได้อยู่กันตามลำพัง ปิดม่านให้ เสียง Monitor EKG alarm  เป็นช่วงๆ ดู wave  ห่างขึ้นเรื่อย คิดในใจตาคงจะรอญาติ
สักครู่ใหญ่ฉันเดินกลับเข้าไปในห้องคนไข้ แจ้งอาการกับญาติ “ ตอนนี้หัวใจเต้นช้าลงเรื่อยๆ  ความดันโลหิตวัดไม่ได้ ”
ญาติพยักหน้ารับทราบ คราวนี้สีหน้าดู สดชื่นขึ้น แม้ยังมีคราบน้ำตาทั่วใบหน้า  ลูกสาวของตาเดินมาหาและจับมือเราแน่น “ขอบคุณพยาบาลมากนะคะ พี่คิดว่าพี่คงไม่มีโอกาสได้กอดคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย”
พูดยังไม่ทันจบ น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม  2 ข้าง กอดเราแน่น และพูดซ้ำ  ๆ “ขอบคุณจริง ๆ เราเข้าใจว่าญาติจะไม่มีโอกาสได้เข้ามาดูใจในวาระสุดท้าย   คงจะได้รับโทรศัพท์แจ้งตอนเสียชีวิตครั้งเดียว  ตายตอนไหนก็ไม่รู้ กลับถึงบ้านร้องไห้ทุกวัน พี่ทำใจไม่ได้สงสารคุณพ่อ”

        ฉันจึงชี้แจงว่า “ปกติ ถ้าคนไข้อาการไม่ดี  เราจะให้ญาติเข้ามาเยี่ยมได้  หรือแนะนำให้โทรศัพท์ถามอาการ   ถ้าคนไข้มีอาการเปลี่ยนแปลงพยาบาลจะโทรศัพท์แจ้งเป็นระยะๆ ”
         ลูกสาวคนไข้ค่อย ๆผละออกจากฉันพยักหน้ารับและพูดว่า “ แต่...ตอนนี้ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย  พี่ไม่รู้จะพูดคำว่าอะไร...”
          ญาติเดินกลับมาเตียงคนไข้  กระซิบข้างหูเบาๆและบอกว่า  “ไม่ต้องห่วงนะคุณพ่อ  ลูกจะดูแลคุณแม่ให้ดีที่สุด  คุณพ่อไปดีนะ  หลับให้สบาย  ไม่ต้องกังวล”
ยังไม่ทันขาดคำ  คลื่นหัวใจก็ลากเป็น Wave ยาว ฉันบอกญาติว่า “คนไข้เสียชีวิตแล้วนะคะ”
ญาติพากันก้มกราบเท้าคนไข้  ได้ยินเสียงร้องไห้เบา ๆ  ฉันแสดงความเสียใจและนำญาติยืนไว้อาลัยประมาณ 1 นาที  
         ญาติยิ้มทั้งน้ำตา ไม่มีใครร้องให้ฟูมฟาย
ฉันเดินออกมาด้านนอกม่าน  มองดูนาฬิกาจะ 6 โมงเช้าแล้ว  ไม่น่าเชื่อว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าของฉันที่เกิดขึ้นก่อนขึ้นเวรดึก  มันหายไปไม่รู้ตัว กลับกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ มีความสุข งานที่คิดว่าเป็นหน้าที่ แต่เมื่อมันอยู่ตรงหน้า ถ้าเราทำด้วยใจ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความอิ่มอกอิ่มใจ  หายเหนื่อย...

บันทึกเรื่องราวและประสบการณ์โดย 
 พัชรีรัตน์  เปลี่ยนสะอาด  หอผู้ป่วยหนัก
บรรณาธิการเรื่องเล่า โดย : กาญจนา สรรพคุณ

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การดูแลด้วยใจในไอซียู


ชื่อผลงาน/เรื่องเล่า: การดูแลด้วยใจในไอซียู

สรุปเรื่องเล่าโดยย่อ
ไอซียู ใครได้ยินชื่อก็ไม่อยากใช้บริการ เคยได้ยินไหม ? “ถ้าเข้าไอซียูสามวันแล้วยังไม่ได้ออกมาก็มีหวังน้อยแล้ว” เป็นคำพูดของญาติที่มักได้ยินในทำนองนี้บ่อย ๆ แต่ก็มีบางรายเข้ามารับการรักษาแล้ว คนไข้เขาก็ไม่อยากย้ายออก บางทีก็เป็นญาติหรือเป็นแพทย์เองที่ไม่อยากให้ย้ายออก แต่วาระสุดท้ายก็มาถึง เมื่อเขาจะออกแต่ออกไม่ได้ ต้องอยู่กับพยาบาล ใครหนอจะน่าเห็นใจกว่ากัน

เมื่อพูดถึงไอซียู คงจะเห็นภาพ ห้องที่มีประตูหลายชั้น เมื่อเข้ามาก็ต้องเปลี่ยนรองเท้า ล้างมือตามขั้นตอน บางแห่งก็ต้องให้ญาติสวมเสื้อ ใส่หมวก บางแห่งก็แล้วแต่สะดวกไม่ต้องใส่ ภาพของคนไข้นอนเรียงราย มีสายระโยงระยาง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งสายเครื่องช่วยหายใจ สายเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ สายวัดความดันโลหิต สายวัดความอิ่มตัวของออกซิเจน สายน้ำเกลือ สายยางให้อาหาร สายสวนปัสสาวะ แค่นี้อาจยังไม่พอ เพราะญาติก็เพิ่มสายสิญจน์ สายสร้อย พวงมาลัย ให้คนไข้ตามความเชื่อของเขา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ก็ผ่อนปรน ยืดหยุ่นให้ตามสภาพเพราะนั่นถือว่าเป็น “สายใจ” แห่งความหวังและศรัทธา

คนไข้สาวโสด อายุ 36 ปี ใบหน้ากลม ตาโต ผิวขาว จบการศึกษาปริญญาโท เจ็บป่วยด้วยเรื่องเนื้องอกในสมอง ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ มาระยะหนึ่ง ญาติขอย้ายมารับการรักษาต่อโรงพยาบาลใกล้บ้าน  เพื่อสะดวกในการดูแล ที่แรกที่คนไข้ย้ายมาก็คือ ไอซียู คนไข้ไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตหลังผ่าตัดสมอง เข้ามาเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ไม่กี่วันคนไข้ก็ย้ายออกได้ ไปอยู่ตึกพิเศษ แต่ย้ายไปได้ไม่กี่วัน ก็ย้ายกลับมาด้วยเรื่องชักเกร็ง ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งใช้เวลานานหลายวันกว่าจะเลิกใช้เครื่องได้ ผู้ป่วยได้ย้ายออกไปอยู่ตึกพิเศษมีพ่อแม่เป็นผู้ดูแล ต่อมาคนไข้ก็มีปัญหาหอบเหนื่อยจากปอดอักเสบต้องกลับมาใส่ท่อช่วยหายใจ ย้ายกลับมาไอซียู และไม่สามารถเอาท่อช่วยหายใจออกได้ ต้องเจาะคอ   คนไข้มีอาการแย่ลงจากระดับความรู้สึกตัวรู้เรื่อง ก็เริ่มซึมลง เหม่อลอย ไม่สามารถทำตามคำบอกได้ จากคำบอกเล่าของน้องสาวคนไข้ บอกว่าคนไข้มองไม่เห็นแล้วเนื่องจากเนื้องอกไปกดเส้นประสาทที่ตา ทำให้ดวงตาที่กลมโตคู่นั้นเหม่อลอยไม่มีการสบตากับพยาบาลเลย

การดูแลในวันหนึ่ง ๆ ของคนไข้มีการอาบน้ำบนเตียงเช้า - เย็น การดูดเสมหะ การให้อาหารทางสายยาง การคาสายสวนปัสสาวะ วันหนึ่ง ๆ จะมีพ่อแม่ พี่สาว น้องสาว และเพื่อน ๆ ผลัดเปลี่ยนกันมาเยี่ยมเสมอ จนหลัง ๆ พยาบาลกับญาติก็ได้แต่ยิ้มเฝื่อน ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะถามหรือตอบอะไรแล้ว แต่เมื่ออาการคงที่ผู้ป่วยสามารถฝึกหายใจไม่ต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจแล้ว พยาบาลได้สอบถามความคิดเห็นของญาติเกี่ยวกับการย้ายไปดูแลที่ตึกพิเศษ ญาติต้องการที่จะให้คนไข้อยู่ไอซียูมากกว่าเนื่องจากไว้วางใจเมื่อมีอาการฉุกเฉินจะได้ช่วยเหลือทัน พยาบาลสอบถามแพทย์ถึงแผนการดูแล แพทย์ตอบว่า “ย้ายไปก็มีปัญหาเหนื่อยหอบอีก ก็ให้อยู่ที่นี่จน อื้อ...(ลากเสียงยาวพร้อมกับเคลื่อนใบหน้าไปตามเสียง) ก็แล้วกัน”  พยาบาลได้ส่งเวรกันตามแบบที่แพทย์ทำ และให้การพยาบาลตามปกติทุกวัน

การพยาบาลที่ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าเป็นการพยาบาลที่สามารถเข้าถึงความรู้สึกคนไข้ได้ และช่วยในเรื่องความสุขสบายที่แท้จริงคือ  การนวดด้วยใจ  ดิฉันเริ่มนวดด้วยใจหลังจากไปอบรมเครือข่ายบริการโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลสระบุรีจัดที่โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ รุ่น 1 ดิฉันได้นวดให้คนไข้เสมอเมื่อมีโอกาส ผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าที่คิดไว้ ตอนแรกที่นวดก็เพื่อให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย สบายขึ้นถึงแม้เขาไม่สามารถบอกได้ แต่จากการประเมินอาการชีพจร ความดัน การหายใจ ดีขึ้นและที่สำคัญ ผู้ป่วยลืมตามากขึ้น บางครั้งมี น้ำตาคลอเบ้า ดิฉันเข้าใจว่าเขาคงซาบซึ้ง ขอบคุณเรา  นอกจากนี้สัมพันธภาพกับญาติก็ดีขึ้น ดิฉันอธิบายในเรื่องการนวดให้คนไข้ การใช้เบบี้ออยล์ทาขณะนวด ซึ่งญาติก็สนใจซื้อมานวดให้คนไข้  มันเป็นสัมพันธภาพที่ดีกว่ายิ้มแบบเฝื่อน ๆ

การนวดด้วยใจของดิฉันทำได้ทุกเวรเมื่อมีโอกาสทั้งคนไข้มะเร็งและไม่ใช่มะเร็ง ผลลัพธ์ที่ได้ นอกจากความสุขสบายที่ผู้ป่วยได้รับแล้ว ดิฉันก็สามารถให้การพยาบาลได้อย่างอิสระ ไม่ต้องรอแผนการรักษา มีแพทย์ที่เห็นดิฉันนวดให้คนไข้ เขาก็ทำหน้าตกใจแล้วบอกว่า “มีการนวดด้วยหรือ ? ไม่เห็นนวดให้คนไข้ผมบ้างเลย” ดิฉันเลยตอบแบบยิ้ม ๆ ว่า “ก็หมอเขียน consult มาซิคะ” แพทย์บางคนก็ทำตาโตบอกว่า “ดีจัง มีสปาให้คนไข้ด้วย” ญาติคนไข้เห็นก็ทำตามบ้างทั้งเตียงที่นวดอยู่ และเตียงอื่น ๆ นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนคือ น้อง ๆ พยาบาลตลอดจนผู้ช่วยเหลือคนไข้ขอให้ดิฉันสอนนวด ซึ่งดิฉันภูมิใจมากที่ทีมการพยาบาลเห็นคุณค่าในการกระทำนี้

และแล้ววาระสุดท้ายก็มาถึง วันนั้นดิฉันขึ้นเวรเช้าได้นวดให้คนไข้รายนี้ ดูคนไข้ไม่ค่อยมีการตอบสนอง คนไข้ซึมลง ปัสสาวะไม่ออก ต้องใส่สายสวนปัสสาวะให้แล้วพบว่ามีปัสสาวะเป็นเลือด รายงานแพทย์ได้สั่งการรักษา ต่อมามีความดันโลหิตต่ำ ได้รับยาเพิ่มความดัน และแจ้งญาติ ซึ่งพวกเขาก็พากันมาเยี่ยมหลายคน ผู้ป่วยอาการแย่ลง ผ่านไป 2 วัน ดิฉันกลับมาขึ้นเวรดึก คนไข้ก็เสียชีวิตประมาณตีหนึ่ง ญาติมาเยี่ยมกันพร้อมหน้า น้องสาวคนไข้ขอนำคนไข้กลับบ้านเลย พยาบาลผู้ดูแลได้ชี้แจงตามระเบียบต้องให้คนไข้อยู่บนตึก 2 ชั่วโมงก่อนเคลื่อนย้ายไปห้องเก็บศพ ญาติยืนยันที่จะนำคนไข้กลับบ้านเพราะต้องการให้กลับเลยไม่ต้องการให้นำไปห้องเก็บศพ พยาบาลผู้ดูแลได้ให้คุยกับพยาบาลตรวจการ ซึ่งพยาบาลตรวจการก็ไม่อนุญาตให้นำศพกลับ และให้ทำตามระเบียบ ดิฉันได้สอบถามน้องสาวคนไข้ถึงสาเหตุที่ต้องการนำคนไข้กลับ ได้ความว่า เป็นคำขอร้องของคนไข้ที่ไม่ต้องการอยู่ห้องเก็บศพหลังจากที่ตายแล้ว ดิฉันจึงเข้าใจและคิดว่าเราอุตส่าห์ดูแลเขาจนวาระสุดท้ายจะเกิดข้อขัดแย้งตอนรับศพซึ่งไม่ควรที่จะให้เป็นปัญหา จึงได้อธิบายอย่างเข้าใจความรู้สึกของญาติ ว่าสาเหตุที่เราไม่ให้กลับเนื่องจากเป็นเวลากลางคืนการเคลื่อนย้ายออกนอกโรงพยาบาลไม่สะดวก เพราะต้องทำหลักฐานหลายอย่าง อีกทั้งถ้าพบด่านตำรวจ อาจถูกมองว่าเป็นการฆาตกรรมได้ ซึ่งญาติเข้าใจ ยอมรับที่จะนำคนไข้กลับเวลาเช้า แต่ญาติไม่ขอนำคนไข้ไว้ห้องเก็บศพ หลังเสียชีวิต 2 ชั่วโมง ดิฉันจึงได้ปรึกษาในทีมการพยาบาลว่า ถ้าครบ 2 ชั่วโมงก็ให้คนไข้นอนเตียงเดิมก่อน  ถ้ามีคนไข้อื่นต้องการเตียงจะย้ายเตียงคนไข้นี้ไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งญาติเห็นด้วย แล้วพวกเขาก็พากันออกไปรอข้างนอกไอซียู ดิฉันเดินออกไปถามว่าทำไมไม่กลับไปนอนที่บ้านพัก   น้องสาวคนไข้ตอบว่า “ไม่อยากทิ้งคนไข้ไว้คนเดียวถึงแม้จะตายแล้ว” ดิฉันรับรู้ถึงความรู้สึกผูกพันที่เขามีให้กัน พวกเราพยาบาลก็ได้ให้การดูแลคนไข้อื่น ๆ ตามปกติ และมองคนไข้ที่นอนบนเตียงด้วยความเศร้าใจปนหวาด ๆ และเมื่อถึงตอนเช้า เราก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ญาติมาขอบคุณยกมือไหว้หลายครั้ง หลายคน จนถึงขณะนี้ เราเจอกับน้องสาวคนไข้เค้าก็ยกมือไหว้ เราก็รับไหว้และยิ้มให้กันเสมอ

ชื่อและที่อยู่ขององค์กร: หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลพระพุทธบาท 86 หมู่ 8 ต.ธารเกษม อ. พระพุทธบาท จ. สระบุรี 18120

สมาชิกทีม: นางสำราญ  จันทร์พงษ์  นางสาวอรอุมา  บัวภา  นางพัชรีรัตน์  เปลี่ยนสะอาด
เป้าหมาย: เพื่อความสุขสบายทั้งกายและใจของผู้ป่วยและญาติ

ที่มาของปัญหา: ในหอผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ถูกจำกัดกิจกรรมต้องนอนบนเตียง ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคที่เป็นอยู่ การดูแลเป็นไปตามแผนการรักษา และให้การพยาบาลตามปกติประจำวัน จนบางครั้งความรู้สึกชินชา ทำงานเหมือนเครื่องจักร ทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่หัวใจด้านชา ขาดความรู้สึกในการดูแลด้วยใจ ทั้งที่เป็นหัวใจในการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาลโดยไร้ความรู้สึก เราก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรกล ดังนั้น การพยาบาลด้วยใจจะทำให้งานเกิดคุณค่ามากขึ้น

กิจกรรมการแก้ปัญหา/พัฒนา
นวดด้วยใจให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้ทีมได้เห็นกับตาด้วยตนเอง
บันทึกในสมุดการพยาบาล Comfort care หลังนวดทุกครั้งและมีการจดผลลัพธ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
สอนการปฏิบัติการนวดด้วยใจแก่ทีมพยาบาลผู้สนใจ
ประเมินผลหลังการสอนทุกคน
จัดประชุม Comfort care ให้เจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยหนัก
วางแผนทำ R2R ในเรื่องนวดด้วยใจในผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น: เจ้าหน้าที่กระตือรือร้นในเรื่องการนวดด้วยใจ มีเรื่องเล่าหลังนวดด้วยใจ ทั้งเรื่องของคนไข้ คนในครอบครัว เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดี

บทเรียนที่ได้รับ: การดูแลด้วยใจ ให้อะไร อะไรได้มากกว่าที่คิด

การติดต่อกับทีมงาน: นางสำราญ  จันทร์พงษ์ หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลพระพุทธบาท เบอร์โทร 086-5236798 e-mail: petch_j@yahoo.com