โรงพยาบาลพระพุทธบาท สระบุรี

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

การส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะจัดการตนเองต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

ผลของการส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะจัดการตนเองต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

 บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพก่อนและหลังได้รับการส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเอง และเพื่อติดตามการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

วิธีการศึกษา  การวิจัยจากงานประจำนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจำนวน 30 ราย ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลพระพุทธบาทระหว่างเดือนมกราคม2558 ถึง เดือนพฤศจิกายน 2559 ได้รับการเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ว่าเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลภายใน 1 ปี ย้อนหลังอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเข้าร่วมวิจัย การจัดกระทำ คือ การส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดการจัดการตนเองของเครียร์ (Creer, 2000) ประกอบด้วย การให้ความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเองให้กับผู้ป่วยเป็นรายบุคคลหรือเป็นรายคู่พร้อมญาติ ด้านการจัดการอาหารและน้ำดื่ม การป้องกันการกำเริบเฉียบพลัน การเลิกสูบบุหรี่ การใช้ (พ่น) ยาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง การไออย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารการหายใจ การออกกำลังเพื่อการแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนและขา การสงวนพลังงาน และวิธีการจัดการอารมณ์  ประกอบการสอนด้วยคู่มือการจัดการตนเองในวันนัดมาพบแพทย์สัปดาห์ที่ 2 หลังออกจากโรงพยาบาล และมีการติดตามเยี่ยมทางโทรศัพท์เพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองในอีก 3 สัปดาห์ต่อมา ผู้วิจัยประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยจำนวน 2 ครั้ง คือ ก่อนและ 3 เดือนหลังจากได้รับการส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเองโดยใช้ Medical Outcomes Study Short form (SF-36) ของ Ware and Gandek (2541) ฉบับแปลภาษาไทยโดยวัชรี  เลอมานุกุล และปารณีย์  มีแต้ม (2546) และปรับโดย โชติยา สังเสวก (2550) ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและสถิติทดสอบที ( Paired t – test )

ผลการวิจัย:  คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังภายหลังได้รับการส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเองสูงกว่าก่อนได้รับการส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และพบการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วย ภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากได้รับการส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเอง เท่ากับ ร้อยละ 6.6

สรุป:  การส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเองสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและช่วยส่งเสริมการลดลงของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้

ข้อเสนอแนะ: พยาบาลควรประยุกต์ใช้การส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะการจัดการตนเองกับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบเฉียบพลัน

การพัฒนาแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึก

ความเป็นมาและเหตุผล

            เนื่องจากงานวิสัญญีวิทยามีการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึก  จึงได้ทำแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึกใช้เป็นเครื่องมือการสื่อสารระหว่างบุคลากรทางวิสัญญี เพื่อการดูแลผู้รับบริการได้ต่อเนื่อง  วางแผนการระงับความรู้สึก    เตรียมอุปกรณ์    ยาให้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วยแต่ละราย   ซึ่งพบว่าแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึกเดิม ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงได้ พัฒนาแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึกขึ้นใหม่เพื่อให้ได้ข้อมูลครบตามมาตรฐานวิสัญญี  ร่วมกับประเมินความพึงพอใจต่อแบบบันทึกเก่าและใหม่ของวิสัญญีพยาบาลวัตถุประสงค์
1. พัฒนาแบบบันทึกให้ได้ข้อมูลครบถ้วน  เพื่อเตรียมยา  อุปกรณ์เหมาะสมกับผู้ป่วย  ให้ยาระงับความรู้สึกอย่างมีประสิทธิภาพ
2. เปรียบเทียบความพึงพอใจต่อแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึกเก่าและใหม่ของพยาบาลวิสัญญี

วิธีการดำเนินงาน

1. ประชุมชี้แจงบุคลากรในหน่วยงาน  เพื่อวิเคราะห์ปัญหา  ปรับปรุงแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึก
2. พัฒนาแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึก
3. เปรียบเทียบความพึงพอใจแบบบันทึกเก่าและใหม่ของพยาบาลวิสัญญีโดยใช้แบบสอบถาม

วิธีการศึกษา

1. ระดมความเห็นของกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึกที่ใช้ในปัจจุบันมาพัฒนาแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึก
2. ประชุมชี้แจงแก่วิสัญญีแพทย์   พยาบาลวิสัญญี  เรื่องการใช้แบบบันทึกใหม่ให้เข้าใจถูกต้อง  ตรงกัน  และนำไปใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค.2559  -  1 มี.ค.2560 เก็บรวบรวมปัญหาจากการใช้งานจริง
3. ประเมินผลแบบบันทึก  ระดมความคิดเห็น  วิเคราะห์ปัญหา  แก้ไข ปรับปรุง  ให้มีความสมบูรณ์   ทุกขั้นตอน  ตามมาตรฐานการบริการและบันทึกทางวิสัญญี
4. เปรียบเทียบความพึงพอใจต่อแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึกเก่าและใหม่  โดยตอบแบบสอบถาม

ผลการดำเนินงาน
1. พัฒนาแบบบันทึกการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการระงับความรู้สึก

2. คะแนนความพึงพอใจแบบบันทึกใหม่  95% แบบบันทึกเก่า 89%

บทเรียนที่ได้รับ/ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
1. บรรลุเป้าหมายในการได้แบบบันทึกวิสัญญีที่มีความสมบูรณ์ สามารถบันทึกกิจกรรมทางวิสัญญีครบทุกขั้นตอน  อิงตามมาตรฐานการบริการและการบันทึกทางวิสัญญี    ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นของกลุ่ม
2. บุคลากรวิสัญญีพึงพอใจสูงสุด

แนวปฏิบัติการป้องกันการเกิดพลัดตกหกล้มในหอผู้ป่วยพิเศษ รพ.พระพุทธบาท

หลักการและเหตุผล

        
การป้องกันการพลัดตกหกล้ม (Fall) เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องความปลอดภัย เป็นจุดเน้นที่สำคัญ
ในการดูแลผู้ป่วย ในหอผู้ป่วยพิเศษ 100 ปี ชั้น 4 และ 5 ส่วนใหญ่รับดูแลผู้ป่วยอายุรกรรม ซึ่งมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ปีงบประมาณ 2558 มีอุบัติการณ์พลัดตกหกล้ม 2 รายเป็นระดับ F (Fall และmajor injury) 1 รายระดับ D (Fallไม่บาดเจ็บแต่ต้องเฝ้าระวัง) 1 ราย และในเดือนตุลาคม 2558 – เมษายน 2559 พบอุบัติการณ์ 5 ราย เป็นระดับ B (เกือบ Fall ) 1 รายระดับ C (Fall ไม่บาดเจ็บ) 1 ราย ระดับ E (Fall และ minor injury) 2 ราย ระดับ F 1 ราย วิเคราะห์สาเหตุพบว่า  ส่วนใหญ่เกิดจากการกลับมาจากเข้าห้องน้ำ คิดเป็นร้อยละ 57.14 (4 ราย) รองลงมาเป็นการจะลงเดินไปห้องน้ำ ร้อยละ 42.85 (3 ราย) จากการทบทวนอุบัติการณ์ ทางหอผู้ป่วยพิเศษ100ปี ชั้น 4 และ 5 ได้เล็งเห็นความสำคัญด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดพลัดตกหกล้มซ้ำในหอผู้ป่วย

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้พยาบาลปฏิบัติตามแนวทางการพลัดตกหกล้มได้ครอบคลุมมากขึ้น
2.เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล้มระดับ C – E
3.อุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล้มระดับ F – I เท่ากับ 0
 
วิธีดำเนินการ

1.จัดทำโครงการการป้องกันการเกิดพลัดตกหกล้มเสนอขออนุมัติต่อผู้บริหารโรงพยาบาล
2. ประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการการป้องกันการเกิดพลัดตกหกล้มแก่บุคลากร
หอผู้ป่วยพิเศษ100ปี ชั้น 4 และ 5
3.  ประสานพัสดุเพื่อเตรียมจัดหาสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงสำหรับติดบริเวณผนังจากเตียงมาถึงห้องน้ำและสวิตซ์ไฟหน้าห้องน้ำ และจัดซื้อนาฬิกาปลุก
 4.  จัดทำคู่มือแนวปฏิบัติการป้องกันพลัดตกหกล้มสำหรับหอผู้ป่วยพิเศษ100ปี ชั้น4 และ5

5.  ดำเนินการติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงบริเวณผนังจากเตียงผู้ป่วยถึงหน้าห้องน้ำและที่สวิตซ์ไฟหน้าห้องน้ำ

6.  ชี้แจงให้บุคคลากรหอผู้ป่วยพิเศษ100ปี ชั้น4 และ5 ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการป้องกันพลัดตกหกล้มโดย
-  ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด Fall ในกลุ่มผู้ป่วยที่กำหนดตามแนวทาง โดยใช้ Morse Fall Risk Assessmentเมื่อแรกรับ
-  ปฐมนิเทศผู้ป่วยแรกรับเกี่ยวกับสถานที่ในหอผู้ป่วยการดูแลผู้ป่วย โดยเน้นการป้องกันพลัดตกหกล้ม (แบบปฐมนิเทศผู้ป่วยแรกรับที่พัฒนาขึ้นใหม่จากความคิดเห็นร่วมของบุคลากรในหอผู้ป่วย)
-  ปฏิบัติตามแนวทางการพยาบาล  เพื่อป้องกัน Fall ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในหอผู้ป่วยพิเศษ100ปี ชั้น4 และ5 โดยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง 0 – 50 บันทึกข้อมูลสัปดาห์ละครั้งวันอาทิตย์ ความเสี่ยง 51 ขึ้นไปบันทึกทุกวันเวรเช้าโดยทำเครื่องหมายดอกจันที่ Kardex ด้วยปากกาแดง ปฏิบัติตามแนวทางการดูแลการป้องกันการพลัดตกหกล้มทั่วไปและที่มีความเสี่ยงสูง  โดยส่งต่อข้อมูลระหว่างเวรการปฏิบัติที่ให้กับผู้ป่วย ผลการปฏิบัติในแต่ละเวร
-  แนะนำ/ฝึกทักษะ การดูแลให้กับญาติ/ผู้ดูแล  เช่น  การใช้นาฬิกาปลุกเพื่อปลุกญาติพาผู้ป่วยเข้าห้องน้ำ การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน การปรับเตียง การใช้ไม้กั้นเตียง การดูแนวสติกเกอร์สะท้อนแสง การใช้ไฟหัวเตียง การเฝ้าระวังอาการจากยาที่ผู้ป่วยได้รับที่เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม
-  ประเมินซ้ำและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตามระดับความเสี่ยง/เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
-  ปฏิบัติตามแนวทางการดูแล เมื่อเกิดอุบัติการณ์ Fall การรายงานอุบัติการณ์แนวทางการช่วยเหลือ
7.  รวบรวมข้อมูล การเกิดอุบัติการณ์ Fall วิเคราะห์เหตุการณ์ การดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
เดือนมิถุนายน 2559 -  มกราคม 2560 ที่หอผู้ป่วยพิเศษ 100 ปี ชั้น 4และ 5และเดือนกุมภาพันธ์ 2560 – พฤษภาคม 2560 ที่หอผู้ป่วยพิเศษ 100 ปี ชั้น 4
1. มีแนวปฏิบัติการป้องกันการพลัดตกหกล้มสำหรับผู้ป่วยห้องพิเศษ
2. ไม่มีอุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล้มระดับ F – I
3. อุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล้มระดับC – E ลดลง 


 การนำไปใช้ในงานประจำ

มีแนวปฏิบัติการป้องกันการพลัดตกหกล้มสำหรับผู้ป่วยห้องพิเศษ และสามารถนำไปปรับใช้กับ
หอผู้ป่วยสามัญได้
บทเรียนที่ได้รับ / ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

1.  ผู้บริหารโรงพยาบาลสนับสนุน
2.  บุคลากรให้ความร่วมมือ
3.  ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแลเข้าใจเห็นความสำคัญในการปฏิบัติ
หมายเหตุ  ปัจจุบันผู้ดำเนินการเรื่องนี้ดูแลหอผู้ป่วยพิเศษ100ปี ชั้น 3 และ 4
เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้