วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

น้องเอ๊ะ


EMS Member Club รับ ทันใจ


การดัดแปลงเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 3 - 5



การดัดแปลงเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 3 - 5

1. ที่มาและความสำคัญ
          สถานการณ์ในปัจจุบันมีประชากรที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังทั้งประเทศมากถุงแปดล้านคนหรือร้อยละ 17.5 ของประชากร  และมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้น ปีละ 7,800 คน  อีกครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะปานกลางถึงรุนแรง  และจากการศึกษารวบรวมข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข  พบว่าในระยะ 10 ปี  ประชากรมีแนวโน้มเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  สาเหตุใหญ่ที่สุดร้อยละ 60   เกิดจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุภาวะของไตเสื่อมตามมาภายหลัง  และโรคไตจากเบาหวาน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย  คือพบประมาณร้อยละ 30.1  ของผู้ป่วยที่ได้บำบัดทดแทนไตในประเทศไทย
          จากสถิติการคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลพระพุทธบาท และในเขตพื้นที่รับผิดชอบ  ในปี 2557 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 638 ราย  ระยะที่ 4 จำนวน 317 ราย ระยะที่ 5 จำนวน  171 ราย   เป็นผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไตซึ่งระยะนี้การดูแลรักษาผู้ป่วยนับว่ามีความสำคัญมาก  โดยเฉพาะเรื่องอาหารและพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร 

 2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อชะลอความเสื่อมของไตให้คงหน้าที่การทำงานให้นานที่สุด
2. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญในการรับประทาน
อาหาร

3. วิธีการดำเนินงาน
          ระยะเวลาในการดำเนินงาน  ได้ทำการเก็บข้อมูลในช่วง ต.ค 56 – ก.ย 57 และในช่วง ต.ค 57 – ก.ย 58  โดยทำการเก็บข้อมูลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 3-5 ในคลินิกโรคไตเรื้อรัง
1.       ใช้ประเมินการรับประทานอาหารอย่างง่ายสำหรับประเมินปัญหาผู้ป่วยโรคไต เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่บ้าน
2.       ให้ความรู้การดัดแปลงอาหารโดยใช้เอกสารคู่มือการดัดแปลงอาหาร โดยจำกัดโปรตีน  โซเดียม  และคำนวณพลังงานที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล                                           
3.       ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
4.       ติดตามประเมินผลจากการนัดครั้งต่อไป


4. ตัวชี้วัด
          1. อัตราผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-5 ที่ได้รับการดัดแปลงอาหารมี decline GFR < 4 ml/min/1.73 m2/yr มากกว่าร้อยละ 80
          2. อัตราผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับโปแตสเซี่ยมในเลือดได้น้อยกว่า 5 mEq/L  ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะโปแตสเซี่ยมในเลือดสูงมากกว่าร้อยละ 80

5. ผลการดำเนินงาน
          1. ในปี 2557  มีผู้ป่วยที่ได้รับการให้ความรู้การดัดแปลงอาหาร  ทั้งหมด  66 ราย อัตราผู้ป่วยที่มี decline GFR < 4 ml/min/1.73 m2/yr เท่ากับร้อยละ 74.24  ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะโปแตสเซี่ยม
ในเลือดสูงสามารถควบคุมระดับโปแตสเซี่ยมในเลือดได้น้อยกว่า 5
mEq/L  ร้อยละ 70
          2. ในปี 2558  มีผู้ป่วยที่ได้รับการให้ความรู้การดัดแปลงอาหาร  ทั้งหมด  92 ราย อัตราผู้ป่วยที่มี decline GFR < 4 ml/min/1.73 m2/yr เท่ากับร้อยละ 88.04 ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะโปแตสเซี่ยมในเลือดสูงสามารถควบคุมระดับโปแตสเซี่ยมในเลือดได้น้อยกว่า 5 mEq/L  ร้อยละ 83

6. การนำไปใช้ในงานประจำ
          นำการประเมินและดัดแปลงอาหารด้วยแบบประเมินอย่างง่ายไปประยุกต์ใช้ให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ป่วย
โรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาล  ในรพ.สต ในพื้นที่รับผิดชอบ  และในรพช.เครือข่าย

7. ปัญหาและอุปสรรค
          1. ไม่สามารถติดตามประเมินผลผู้ป่วยได้ครบทุกราย
          2. ไม่สามารถประเมินปัญหาอื่นๆ ของผู้ป่วยได้ครบถ้วนเนื่องจากขาดผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
          3. ภาระงานของนักโภชนาการไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยได้ทุกวัน

8. แนวทางการพัฒนา
          1. พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
          2. จัดประชุมกลุ่มผู้ป่วย  แลกเปลี่ยนเรียนรู้

ผู้รับผิดชอบโครงการ กลุ่มงานโภชนาการ รพ.พระพุทธบาท
เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้